วันพุธที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ต้นขี้เหล็ก


ต้นขี้เหล็ก
ชื่อวิทยาศาสตร์ Senna siamea(Lam.) Trwin & Barneby
ชื่อวงศ์  LEGUMINOSAE CAESALPINIOIDEAE
ชื่อสามัญ  Cassod Tree , thai copper pod
ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ  ขี้เหล็ก
ถิ่นกำเนิด  เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การกระจายในประเทศไทย   ทุกภาค
นิเวศวิทยา  ชอบดินร่วนปนทราย การระบายน้ำดี
การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด  ตอนกิ่ง
การใช้ประโยชน์  ใบอ่อน และ ดอกนิยมนำไปทำอาหาร ส่วนต่างๆ สามารถนำไปเป็นสมุนไพรได้
ลักษณะวิสัย  : ไม้ต้น
เรือนยอด ทรงพุ่ม : รูปร่ม
ถิ่นอาศัย : พืชบก


ต้นลีลาวดี


ต้นลีลาวดี
ชื่อวิทยาศาสตร์Plumeria spp.
ชื่อวงศ์Apocynaceae
ชื่อสามัญFrangipani , Pagoda tree, Temple tree
ชื่อพื้นเมือง:  ลั่นทม
ลักษณะทั่วไป:
    ต้น  เป็นไม้ยืนต้น มีขนาดตั้งแต่พุ่มเตี้ยแคระสูงประมาณ 0.9-1.2 เมตร จนถึงต้นที่สูงมาก อาจสูงถึง 12 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านสขาและพุ่มใบสวยงาม มีน้ำยางสีขาวข้น เป็นไม้ผลัดที่สลัดใบในฤดูแล้งก่อนที่จะผลิดอกและผลิใบรุ่นใหม่ กิ่งที่ยังไม่แก่มีสีเขียว อ่อนนุ่ม ดูเกือบจะอวบน้ำ กิ่งแก่มีสีเทามีรอยตะปุ่มตะป่ำ กิ่งไม่สามารถทานน้ำหนักได้ กิ่งเปราะ เปลือกลำต้นหนา ต้นที่โตเต็มที่แล้วจะพัฒนาจนกระทั่งมีความแข็งแรงมากขึ้น
    ใบ  เป็นใบเดี่ยว มีการเรียงตัวแบบสลับและหนาแน่นใกล้ปลายกิ่ง มีลักษณะแตกต่างกันไปทั้งรูปร่าง ขนาด สี และความหนาแน่น โดยทั่วไป ใบจะหนา เหนียวแข็ง และมีสีตั้งแต่สีเขียวอ่อนถึงสีเขียวเข้ม มีเส้นกลางใบแตกสาขาออกไปคล้ายขนนก ขนาดใบแตกต่างกัน
ช่อดอก ดอกจะผลิออกมาจากปลายยอดเหนือใบ เห็นเป็นช่อดอกใหญ่สวยงาม แต่ก็มีบางชนิดที่ออกช่อดอกระหว่างใบ หรือใต้ใบ บางชนิดห้อยลงบางชนิดตั้งขึ้น ในหนึ่งช่อจะมีดอกบานพร้อมกัน 10 – 30 ดอก บางต้นที่มีความสมบูรณ์เต็มที่อาจมีดอกมากกว่า 100 ดอก ต่อ 1 ช่อ ออกดอกประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน บางพันธุ์สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี
    ดอก  โดยทั่วไปจะมีขนาดใหญ่ถึงกลาง ยกเว้นบางพันธุ์ที่มีขนาดเล็ก กลีบดอกมี 5 กลีบ เกสรตัวผู้ เกสรตัวเมีย อยู่ลึกเข้าไปข้างใน ดอกมีลักษณะคล้ายท่อ ทำให้มองไม่เห็นเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย โดยจะมีเกสรตัวผู้ 5 อัน อยู่ที่โคนก้านดอก ส่วนเกสรตัวเมียอยู่ลึกลงไปในก้านดอก เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียบานไม่พร้อมกัน ยากต่อการผสมตัวเอง
    ฝัก/ผล  มีลักษณะคล้ายกับฝักต้นชวนชม ฝักอ่อนสีจะมีสีเขียวเมื่อแก่ฝักจะมีสีแดงถึงดำ

ต้นหางนกยูง


ต้นหางนกยูง
ชื่อวิทยาศาสตร์Caesalpinia pulcherrima   (L.) Sw.
วงศ์ :   Leguminosae - Caesalpinioideae
ชื่อสามัญFlower fence, Peacock's crest, Pride of Barbados
ชื่ออื่น :  ขวางยอย (นครราชสีมา)  จำพอ ซำพอ (แม่ฮ่องสอน) ซมพอ พญาไม้ผุ  ส้มผ่อ ส้มพอ (ภาคเหนือ) นกยูงไทย หางนกยูงไทย (ภาคกลาง) หนวดแมว (ฉาน-แม่อ่องสอน)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่มเตี้ยชนิดหนึ่ง สูง 3-5 เมตร ทรงพุ่มกลม ต้นเกลี้ยงหรือมีหนาม ใบ ประกอบแบบขนนกสองชั้น ออกสลับ ช่อใบย่อยมีใบย่อย 7-11 คู่ รูปขอบขนาน หรือรูปไข่กลับ ปลายมนหรือเว้า โคนเบี้ยว ดอก มีหลายสีตามพันธุ์ ได้แก่ เหลือง แดง ส้ม ชมพูแก่ แดงประขาว ดอกเป็นช่อ ตามซอกใบและปลายกิ่ง กลีบดอก 5 กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน เกสรตัวผู้ 10 อัน ออกดอกตลอดปี ผล เป็นฝักแบน เมื่อแก่แตกได้ ออกฝักตลอดปี เมล็ด  8-10 เมล็ด เมล็ดมีรูปร่างกลม มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ หมู่เกาะเวสต์อินดีส ขึ้นได้ทั่วไป สำหรับประเทศไทยพบทุกภาค ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอนกิ่ง เพาะเมล็ด
ประโยชน์ :  นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ทางด้านสมุนไพร รากของต้นดอกสีแดง ปรุงเป็นยารับประทานขับประจำเดือน  เมล็ดในฝักรับประทานได้โดยแกะเปลือกกับเมล็ดซึ่งมีรสฝาดทิ้งไป เนื้อในมีรสหวานมันเล็กน้อย


ต้นกล้วย


ต้นกล้วย
ชื่อวิทยาศาสตร์ Musa ABB group (triploid) cv. ‘Nam Wa’
 ชื่อวงศ์           MUSACEAE
ชื่อพ้อง           Musa sapientum L.,
                        Musa paradisiaca L. var sapientum (L.) O. Kutnze
ชื่ออังกฤษ        Banana, Cultivated banana
ชื่อท้องถิ่น        กล้วยกะลิอ่อง  กล้วยมะนิอ่อง  กล้วยไข่  กล้วยใต้  กล้วยนาก  กล้วย
                             น้ำว้า  กล้วยเล็บมือ  กล้วยส้ม  กล้วยหอม  กล้วยหอมจันทน์  กล้วยหักมุก
                             เจก  มะลิอ่อง  ยาไข่  สะกุย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
          ไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีลำต้นใต้ดิน ส่วนเหนือดินเป็นลำต้นเทียมเกิดจากกาบใบห่อหุ้มซ้อนกันลักษณะคล้ายลำต้น ใบเดี่ยวขนาดใหญ่ออกเรียงเวียนสลับกัน รูปขอบขนาน ปลายตัด ขอบเรียบ เส้นกลางใบแข็ง มีเส้นใบจำนวนมากออกจากเส้นกลางใบทั้ง 2 ข้าง ขนานกันไปจรดขอบใบ ก้านใบยาว เป็นร่อง ดอกออกเป็นช่อ (เรียกว่า ปลี) ห้อยลง ก้านช่อดอกแข็ง ดอกย่อยแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกเพศเมียจะอยู่ตอนล่างของช่อดอกและบานก่อน แต่ละช่อย่อยจะรองรับด้วยใบประดับขนาดใหญ่สีม่วงแดง (กาบปลี) ดอกย่อยรูปทรงกระบอก มีกลีบดอก 6 กลีบ มี 1 กลีบเดี่ยวขนาดเล็ก ที่เหลืออีก 5 กลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น 5 แฉก ผลทรงกระบอกหรือมีเหลี่ยมเล็กน้อย เปลือกหนาสีเขียว เมื่อสุกเปลือกสีเหลือง มีรสหวานรับประทานได้


ราชพฤกษ์


ราชพฤกษ์

ชื่อวิทยาศาสตร์    Cassia  fistula  L.
ชื่อวงศ์  LEGUMINOSAE - CAESALPINIOIDEAE
ชื่อสามัญ Gloden  Shower
ชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ  ภาคเหนือเรียก  ลมแล้ง, ภาคใต้เรียก  อ้อดิบภาคกลาง เรียกชัยพฤกษ์
ถิ่นกำเนิด    แถบเอเชียเขตร้อน  ขึ้นตามป่าเบญจพรรณแล้งทั่วไป
การกระจายพันธุ์ :
                ในประเทศไทย    ใช้เมล็ดในการปลูก
                ในประเทศอื่น ๆ  ปากีสถาน    อินเดีย   พม่า   ศรีลังกา
นิเวศวิทยา   มีการเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด  37.5-48.9  c
เวลาออกดอก        เดือนมีนาถึงต้นเดือนพฤษภาคม
เวลาติดผล             จะเริ่มราวเดือนพฤษภาคม  และผลแก่ราวเดือนมกราคมถึงเมษายน
การขยายพันธุ์      ขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง   การเพาะเมล็ด

ต้นกาสะลอง


ต้นกาสะลอง
ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Millingtonia hortensis   L.f.
ชื่อสามัญ :    Cork Tree , Indian Cork
วงศ์ :   BIGNONIACEAE
ชื่ออื่น :  กาสะลอง กาดสะลอง (ภาคเหนือ) เต็กตองโพ่ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ กาสะลอง
ปีบ หรือ กาสะลอง เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 5-10 เมตร ลำต้นตรง เปลือกมีสีเทาเข้มแตกเป็นร่องลึก มีช่องอากาศ รากเกิดเป็นหน่อ เจริญเป็นต้นใหม่ได้ ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก 3 ชั้น กว้าง 13-20 ซม. ยาว 16-26 ซม. ก้านใบยาว 3.5-6 ซม. ตัวใบประกอบด้วยแกนกลางยาว 13-19 ซม. มีใบย่อย 4-6 คู่ ใบย่อย 4-6 คู่ กว้าง 2.5-3 ซม. ยาว 4-5 ซม. มีรูปร่างเป็นรูปหอกแกมรูปไข่ ฐานใบรูปลิ่ม ขอบหยักเป็นซี่หยาบ ปลายเรียวแหลม เนื้อใบบางคล้ายกระดาษ เกลี้ยง ดอกเป็นดอกช่อกระจุกแยกแขนง ยาว 10-25 ซม. ดอกย่อยประกอบด้วย กลีบเลี้ยง มีสีเขียว กว้างประมาณ 0.5 ซม. ยาวประมาณ 0.5 ซม. เชื่อมกันเป็นรูประฆังปลายตัด กลีบดอกมีสีขาว กลิ่นหอม กว้างประมาณ 0.5 ซม. ยาว 6-10 ซม. เชื่อมกันเป็นหลอดปากแตร แยกเป็น 5 แฉก 3 แฉกรูปขอบขนาน 2 แฉกล่างค่อนข้างแหลม เกสรเพศผู้มีจำนวน 4 อัน สองคู่ยาวไม่เท่ากัน เกสรเพศเมียมีจำนวน 1 อัน อยู่เหนือวงเกลีบ ออกดอกประมาณเดือนพฤศจิกายน - พฤษภาคม ผล เป็นผลแห้งแตก ลักษณะแบนยาวขอบขนาน มีเนื้อ เมล็ดมีจำนวนมา เป็นแผ่นบางมีปีก
การขยายพันธุ์ ปีบ,กาสะลองตามธรรมชาติ ปีบ หรือ กาสะลอง จะขึ้นกระจัดกระจายอยู่ห่าง ๆ กันตามป่าเบญจพรรณที่ค่อนข้างแห้งแล้งทั่วไปทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การขยายพันธุ์ ปกติใช้การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด หรือนำรากมาตัดเป็นท่อน ๆ แล้วนำมาชำในกระบะทรายที่ผสมขี้เถ้าแกลบ การออกดอกและการติดผล จะออกดอกและติดผล แยกหน่อใหม่ตามรากไปปลูก  เพาะเมล็ด

สภาพที่เหมาะสมในการปลูกปีบ,กาสะลอง - สภาพดินร่วนปนทราย อากาศชุ่มชื้น



มะม่วงหิมพานต์

มะม่วงหิมพานต์
ชื่อวิทยาศาสตร์ Anacardium occidental L.
ชื่อวงศ์ ANACARDIACEAE
ชื่ออื่น กาหยี ท้ายล่อ ยาร่วง ยาโหย หัวครก
ถิ่นกำเนิด บราซิล
ลักษณะทั่วไป ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 5-10 ม. ขนาด ทรงพุ่ม 4-6 ม. ผลัดใบ ทรงพุ่มกลม แผ่กว้าง เปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อน อมเทา มีรอยด่างขาวเป็นวงทั่วไปและแตกเป็นร่องตื้นตามแนวยาว
ใบ ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับรูปไข่กลับ กว้าง 5-8 ซม. ยาว 10-12ซม. ปลายใบรูปตัดหรือมน โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบเรียบและห่อเข้าทางผิวใบด้านล่าง แผ่นใบค่อนข้างหนาและเหนียว ย่นเป็นลอน สีเขียวสดเป็นมัน ใบอ่อนสีม่วงแดงหรือสีเขียวอมน้ำตาล ก้านใบยาว 1-2 ซม.
ดอก สีเขียวอมเหลือง มีแถบสีน้ำตาลแดง ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงที่ปลายกิ่ง ช่อดอกตั้งยาว 15-25 ซม. กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปไข่ สีเขียวอ่อน เชื่อมติดกับฐานรองดอก กลีบดอก 5 กลีบ รูปขอบขนาน ปลายเรียวแหลมและโค้งไปข้างหลัง เกสรเพศผู้ 10 อัน เส้นผ่านศูนย์กลาง ดอก 0.8-1 ซม. ออกดอกเดือน ม.ค.-มี.ค.
ผล ผลประกอบด้วยผลจริงและผลเทียมที่เกิดจากก้านดอก ผลจริงเป็นผลแห้ง มีลักษณะคล้ายรูปไต กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 2.5-3 ซม. สีเขียว เมื่อสุกสีเทาเรียบเป็นมัน ผลเทียมเป็นผลสดแบบมีเนื้อ เมื่อสุก สีเหลืองหรือสีแดงคลํ้า เมล็ดรูปไต สีน้ำตาลอมเทา 1 เมล็ดต่อผล ติดผลเดือน ก.พ.-พ.ค. ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
นิเวศวิทยา พบปลูกเลี้ยงทั่วไปและพบมากทางภาคใต้
การใช้ประโยชน์ ฐานรองดอก ที่พองโตเหมือนผล มีกลิ่นหอม รับประทานได้ ใบอ่อนเป็นผัก ผลหรือที่เรียกทั่วไปว่าเมล็ดนำมาคั่ว หรืออบรับประทาน



ที่มา